News & Update

⚠️ จ่ายค่า Software & Cloud ไปต่างประเทศอย่างไร? ไม่ให้โดนสรรพากรเรียกย้อนหลัง: อ้างอิงข้อหารือ 0702/1626

ในยุคที่องค์กรต้องพึ่งพาเทคโนโลยีระดับโลก การจ่ายเงินไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศ เช่น ผู้ให้บริการ Cloud, SaaS หรือทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ กลายเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่มักจะเป็น “กับดัก” คือ ภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ที่หากตีความผิด ชีวิตเปลี่ยนทันที!

เรามาถอดรหัส ข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ 0702/1626 เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถวางโครงสร้างการจ่ายเงินได้อย่างถูกต้อง

🔍 จุดตัดสำคัญ: “ค่าสิทธิ” หรือ “กำไรธุรกิจ”?

หัวใจของการวินิจฉัยภาษีระหว่างประเทศอยู่ที่การแยกประเภทเงินได้ให้ขาดตามอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA):

  • ค่าสิทธิ (Royalty): คือการจ่ายเพื่อขอใช้สิทธิ์ในลิขสิทธิ์, สิทธิบัตร, การดัดแปลง หรือใช้ “ความลับทางการค้า” (Know-how) — ต้องหักภาษี 5-15%
  • กำไรธุรกิจ (Business Profits): คือการจ้างบริการทั่วไป หรือการซื้อมาขายไปโดยไม่ได้สิทธิ์ในตัวลิขสิทธิ์ — ได้รับยกเว้นภาษี หากคู่สัญญาอยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) และผู้รับไม่มีสถานประกอบการถาวร (PE) ในไทย
คู่สัญญาประเภทบริการการวินิจฉัยสรรพากรภาระภาษี (WHT)
บริษัท A (สหรัฐฯ)Cloud Infrastructure / SaaSจ่ายเพื่อ “เข้าถึง” ระบบไม่ใช่ครอบครองลิขสิทธิ์ยกเว้นภาษี (กำไรธุรกิจ)
บริษัท B (ไอร์แลนด์)จ้างเขียน Code (Man-Day)ใช้ทักษะทั่วไป (General Skills) ไม่ใช่สูตรลับยกเว้นภาษี (กำไรธุรกิจ)
บริษัท C (ฮังการี)จ้างทำโปรแกรมพร้อมโอนกรรมสิทธิ์เป็นการ”จ้างทำของ” (Hire of Work) เน้นผลสำเร็จยกเว้นภาษี (กำไรธุรกิจ)

💡 ทำไมถึง “ยกเว้นภาษี” ? (เจาะลึกเหตุผลทางกฎหมาย)

ตามข้อหารือนี้ กรมสรรพากรวางบรรทัดฐานไว้ชัดเจนดังนี้:

  1. กรณี Cloud & SaaS: เนื่องจากเราจ่ายเงินเพื่อ “เข้าถึง” (Access) การใช้งานเท่านั้น ไม่ได้จ่ายเพื่อเอา Source Code มาดัดแปลงหรือเอาลิขสิทธิ์มาแสวงหาผลประโยชน์ต่อ จึงถือเป็นการรับบริการ
  2. กรณี Custom Development: หากเป็นการจ้างเขียนตามคำสั่ง (Made to order) โดยผู้รับจ้างใช้ทักษะทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์ทั่วไป ไม่ได้นำ “ความลับทางการค้าที่เก็บงำไว้” มาถ่ายทอดให้เรา จะถือเป็นการให้ การให้บริการ (Personal Service) ไม่ใช่ค่าสิทธิ แม้ว่าจะมีโอนกรรมสิทธิในงานที่ทำเสร็จให้เราก็ตาม

🚩 ความเสี่ยงที่ต้องระวัง! (Don’t Miss)

แม้ว่าแนวทางข้างต้นจะเปิดโอกาสให้ไม่ต้องหักภาษี แต่ยังมี “จุดเสี่ยง” ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

1. ความเสี่ยงถูกตีความเป็น Royalty เช่น มีสิทธิในการแก้ไข ดัดแปลง หรือจำหน่ายซอฟต์แวร์, มีเงื่อนไข licensing แฝงในสัญญา, มีการใช้เทคโนโลยีเฉพาะ (proprietary technology)

2. ต้องมี “Certificate of Residency” (COR)

หากไม่มีเอกสารนี้ สรรพากรจะไม่อนุญาตให้ใช้สิทธิยกเว้นตาม DTA ได้ ต้องหักภาษีตามกฎหมายไทยทันที

3. ระวังเรื่อง “สถานประกอบการถาวร” (PE)

หากผู้ให้บริษัทต่างประเทศส่งพนักงานเข้ามาทำงานในไทย เกินระยะเวลาที่กำหนดใน DTA 👉 อาจถูกมองว่ามี “PE ในไทย” และจะเสียภาษีเต็มรูปแบบทันที

4. หน้าที่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)

นี่คือจุดที่พลาดบ่อยที่สุด! แม้ไม่ต้องหัก WHT แต่ยังมีหน้าที่ต้อง นำส่ง VAT 7% (ภ.พ.36) เมื่อมีการจ่ายเงินค่าบริการไปต่างประเทศ 📌 VAT ส่วนนี้สามารถนำไปเป็นภาษีซื้อในเดือนถัดไปได้

✅ Checklist สำหรับองค์กร

ก่อนจ่ายเงินไปต่างประเทศ ควรตรวจสอบ:

  • ตรวจสอบสัญญาให้ชัดว่าเป็น “บริการ” ไม่ใช่ Licensing
  • ขอ Certificate of Residency (COR) จากคู่สัญญา
  • วิเคราะห์ว่าไม่มีการถ่ายทอด Know-how
  • ประเมินความเสี่ยงเรื่อง PE
  • ยื่นแบบ ภ.พ.36 ให้ถูกต้องและตรงเวลา
  • ให้ฝ่ายภาษีหรือที่ปรึกษาตรวจสอบในกรณีที่มีมูลค่าสูง

สรุป: การจ่ายเงินไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากเราเข้าใจการจัดประเภทเงินได้ตาม DTA การศึกษาข้อหารืออย่าง 0702/1626 จะช่วยให้บริษัทประหยัดต้นทุนทางภาษีได้อย่างถูกต้อง

อ้างอิง: ข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ 0702/1626 https://www.rd.go.th/67737.html

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการสรุปในเบื้องต้น การนำไปปรับใช้ควรพิจารณารายละเอียดในสัญญาจ้างเป็นรายกรณี และตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกจากประกาศกรมสรรพากรฉบับเต็มอีกครั้ง หากไม่แน่ใจควรทำหนังสือข้อหารือไปยังกรมสรรพากรเพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ชัดเจน

Tags :
  • ภาษี

แบบฟอร์มสมัครงาน

ข้อมูลส่วนตัว