นับถอยหลังสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกฎหมายแรงงานไทย! ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” จะเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบอย่างเป็นทางการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน หากองค์กรของคุณยังมีข้อสงสัยว่า “ธุรกิจแบบไหนต้องจ่าย?”, “ต้องเตรียมระบบ Payroll อย่างไร?” หรือ “หากไม่ปฏิบัติตามจะมีความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างไร?” บทความนี้สรุปทุกประเด็นสำคัญไว้ครบถ้วนในที่เดียว
ใครบ้างที่ต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง?
โดยหลักการทางกฎหมาย สถานประกอบกิจการที่เข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้ มีหน้าที่ต้องเข้าร่วมและนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง:
- สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
- สถานประกอบกิจการที่ยังไม่ได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือยังไม่ได้จัดสวัสดิการช่วยเหลือลูกจ้างเมื่อออกจากงานตามมาตรฐานและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
- ข้อควรระวังสำหรับฝ่าย HR: กรณีที่บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) อยู่แล้ว แต่มีพนักงานบางส่วนไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก PVD หรืออยู่ระหว่างช่วงทดลองงาน พนักงานกลุ่มดังกล่าวยังคงต้องถูกนำเข้าสู่ระบบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามข้อกำหนดกฎหมาย
โครงสร้างอัตราเงินสะสมและเงินสมทบ
กฎหมายกำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันนำส่งเงินเข้ากองทุนตามสัดส่วนของค่าจ้าง โดยแบ่งการจัดเก็บออกเป็น 2 ระยะ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนและปรับตัวได้:
| ระยะเวลาการบังคับใช้ | อัตราเงินสะสม (ลูกจ้าง) | อัตราเงินสมทบ (นายจ้าง) | รวมเงินนำส่ง |
| ระยะที่ 1: 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574 | 0.25% ของค่าจ้าง | 0.25% ของค่าจ้าง | 0.50% |
| ระยะที่ 2: 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไป | 0.50% ของค่าจ้าง | 0.50% ของค่าจ้าง | 1.00% |
ตัวอย่างการคำนวณ (ระยะที่ 1)
หากพนักงานได้รับค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท:
- ลูกจ้าง: ถูกหักเงินสะสมเข้ากองทุน 0.25% = 50 บาท/เดือน
- นายจ้าง: จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน 0.25% = 50 บาท/เดือน (คิดเป็นต้นทุนบุคลากรที่เพิ่มขึ้น 50 บาท/คน/เดือน)
ที่มาของเงินในกองทุน และสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง
นอกจากเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้างแล้ว เงินในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างยังรวมถึงผลตอบแทนจากการนำเงินกองทุนไปบริหารจัดการ โดยมี ‘คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง’ ร่วมกับ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน เป็นผู้ดูแล และนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงและเสี่ยงต่ำ ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงแรงงานกำหนด (เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือเงินฝากธนาคารพาณิชย์)
เงื่อนไขการรับเงินคืนของลูกจ้าง:
- การพ้นสภาพการจ้างงาน: ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ พร้อมดอกผลตอบแทน เมื่อสิ้นสุดการจ้างงานในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการลาออกด้วยความสมัครใจ เลิกจ้าง หรือหมดสัญญาจ้าง
- การเกษียณอายุ: ได้รับเงินก้อนสะสมทั้งหมดเพื่อเป็นหลักประกันในการดำรงชีวิตหลังเกษียณ
- กรณีเสียชีวิต: เงินสะสมและเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์จะถูกจ่ายให้แก่บุคคลที่ลูกจ้างระบุชื่อไว้ในแบบ สกล.5 หรือทายาทตามกฎหมาย
Checklist นายจ้างต้องเตรียมความพร้อมก่อน 1 ตุลาคม 2569
เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการบริหารงานบุคคลและการบัญชี องค์กรควรเตรียมความพร้อมตามภารกิจดังนี้:
- ตรวจสอบและจำแนกสิทธิพนักงาน (ฝ่าย HR): ตรวจสอบจำนวนลูกจ้างทั้งหมด คัดแยกกลุ่มพนักงานที่เป็นสมาชิก PVD และกลุ่มที่ต้องนำเข้าสู่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
- ปรับปรุงระบบเงินเดือน (ฝ่าย Payroll & Accounting): อัปเดตโปรแกรมเงินเดือน ให้รองรับสูตรการคำนวณเงินสะสม/สมทบในอัตรา 0.25% และเตรียมระบบนำส่ง
- วางแผนงบประมาณต้นทุนบุคลากร (ฝ่าย Finance): คำนวณต้นทุนเงินสมทบของนายจ้างล่วงหน้า เพื่อจัดทำงบประมาณประจำปีให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
- สื่อสารและสร้างความเข้าใจ (ฝ่าย Internal Communication): ชี้แจงให้พนักงานทราบถึงเหตุผลการหักเงินสะสม สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อสร้างความยินยอมและความเข้าใจอันดี
- ติดตามประกาศและแบบฟอร์มภาครัฐ (ฝ่าย Compliance):
1. ช่องทางการขึ้นทะเบียน:
- ช่องทางออนไลน์ : ขึ้นทะเบียนผ่าน ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Services) กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยกรอกเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก/เลขผู้เสียภาษี ตั้งรหัสผ่านผู้รับมอบอำนาจ ยืนยันตัวตน และทำรายการได้ทันที
- ช่องทาง On-site: ยื่น ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดที่สถานประกอบกิจการตั้งอยู่
2. ตัวอย่างแบบฟอร์มสำคัญ
- แบบ สกล.3: แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างและรายละเอียดอื่น ๆ สำหรับกิจการที่อยู่ในบังคับ
- แบบ สกล.3/1: แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างสำหรับกิจการที่ไม่อยู่ในบังคับ แต่ประสงค์ให้ลูกจ้างเข้าร่วมกองทุน
- แบบ สกล.3/2: แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง
- แบบ สกล.5: หนังสือกำหนดบุคคลผู้จะพึงได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กรณีลูกจ้างเสียชีวิต
3. วิธีการนำส่งเงินสมทบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
นายจ้างต้องนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นับแต่วันที่หักเงินสะสมไว้ผ่านช่องทางที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด ได้แก่
1. ยื่นผ่านระบบออนไลน์ (e-Service) ดำเนินการผ่านระบบ e-Service กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ตามบริการของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่เปิดให้ใช้ โดยกรมฯ มีระบบสำหรับสถานประกอบกิจการและเผยแพร่คู่มือ/วิดีโอการใช้งาน e-Service ไว้แล้ว ผ่าน ระบบ e-Service กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
2. ยื่นต่อสำนักงาน สามารถยื่นต่อ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ที่สถานประกอบกิจการตั้งอยู่
- บทลงโทษหากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
หากนายจ้างไม่นำส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบ หรือนำส่งไม่ครบถ้วนตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด นายจ้างจะต้องรับภาระตามบทลงโทษดังนี้:
- จ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ของจำนวนเงินสะสมหรือเงินสมทบที่ค้างชำระ
- คำสั่งทางปกครองและดำเนินคดี: พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจออกหนังสือเตือนให้นายจ้างดำเนินการชำระให้ถูกต้องภายใน 30 วัน หากฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีตามบทลงโทษทางอาญาและปรับตามกฎหมายแรงงาน
คลิปแนะนำการใช้งาน Ewfund สำหรับนายจ้าง
สรุป
การบังคับใช้ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 แม้จะดูเป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่เพิ่มภาระต้นทุน แต่มองในเชิงบริหารจัดการ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย ชะลอแรงปะทะด้านงบประมาณ และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่มีการดูแลสวัสดิการพนักงานอย่างยั่งยืน
คำถามที่พบบ่อย
ข้อ 1.
คำถาม : กรรมการผู้จัดการ/ผู้ถือหุ้น ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่?
คำตอบ 1 : หากกรรมการผู้จัดการ / ผู้ถือหุ้นบริษัท เป็นผู้บริหาร มีอำนาจในการบริหารกิจการทุกอย่าง มีอิสระในการทำงาน ไม่กำหนดวันเวลาทำงานที่แน่นอน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของบริษัท ไม่เป็นลูกจ้าง จึงไม่ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ฎีกาที่ 3406/2561 , ฎีกา 3493/2561 , ฎีกาที่ 6367/2560 , ฎีกาที่ 2838/2557)
คำตอบ 2 : หากกรรมการผู้จัดการ / ผู้ถือหุ้นบริษัท ไม่มีอิสระในการทำงาน ต้องทำงานอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของบริษัท ถือเป็นลูกจ้าง จึงต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
(คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษที่ 759/2563, ฎีกาที่ 9127/2560, ฎีกาที่ 6682/2557)
ข้อ 2.
คำถาม : นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างแล้ว ต่อมาจ้างงานลูกจ้างซึ่งมีอายุเกิน 60 ปี เข้าทำงานต่อ ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่?
คำตอบ 1 : หากจ้างเป็นลูกจ้าง แม้ทำสัญญาจ้างงานปีต่อปี ก็อยู่ในบังคับต้องเข้า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษที่ 771/2565 )
คำตอบ 2 : หากไม่ได้จ้างเป็นลูกจ้าง แต่จ้างเป็นที่ปรึกษาอิสระ ไม่กำหนดวันเวลาทำงานที่แน่นอน ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับฯ ไม่เป็นลูกจ้าง จึงไม่ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ฎีกาที่ 8208/2560 )
ข้อ 3.
คำถาม : นายจ้างมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว แต่มีลูกจ้างบางส่วนไม่เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างส่วนนี้ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่?
คำตอบ : นายจ้างต้องดำเนินการให้ลูกจ้างส่วนที่ไม่ได้เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างด้วย เพราะตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายมุ่งประสงค์จะให้ลูกจ้างมีเงินออมจากกองทุนใดกองทุนหนึ่งเมื่อออกจากงาน
(ไม่ว่าลูกจ้างรายนั้นไม่สมัครใจเข้าเองหรือนายจ้างมีข้อบังคับกำหนดเงื่อนไขไม่ให้ลูกจ้างเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ตาม)
ข้อ 4.
คำถาม : นายจ้างกำหนดเงื่อนไขว่าช่วงที่ยังไม่ผ่านการทดลองงานจะเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ได้ จะต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่?
คำตอบ : ช่วงทดลองงานต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่เมื่อผ่านทดลองงานแล้ว หากลูกจ้างสมัครใจเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นายจ้างสามารถแจ้งเรื่องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อหยุดส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองสงเคราะห์ฯ ได้ แต่ยังไม่มีสิทธิขอรับเงินสะสมและเงินสมทบ จะขอรับได้ต่อเมื่อออกจากงานเท่านั้น
ข้อ 5.
นายจ้างมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและดำเนินการให้ลูกจ้างทุกคนเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว แต่มีลูกจ้างบางคนอยากเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพิ่มอีกได้หรือไม่?
คำตอบ : ได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากนายจ้างในกรณีดังกล่าวด้วย และให้นายจ้างมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้เสมือนเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัตินี้
ข้อ 6.
เงินที่นายจ้างจ่ายเพื่อเป็นรางวัล สวัสดิการ หรือจูงใจ ต้องหักส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่?
คำตอบ : เงินที่จ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ รางวัล หรือจูงใจ มิใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 แห่งพรบ.คุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 เช่น โบนัส เบี้ยขยัน เงินช่วยเหลือค่าที่พัก ค่าเดินทาง เงินจูงใจที่ทำยอดขายได้ตามเป้า ค่ากะดึก ค่าเช่ารถผู้บริหาร เป็นต้น
(**ควรศึกษาจากแนวคำพิพากษาของศาลที่วินิจฉัยเกี่ยวกับกับค่าจ้าง ไม่ควรจำชื่อเงินเพราะเงินแต่ละประเภทแม้ชื่อเดียวกัน แต่อาจมีเงื่อนไขแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริง)
ข้อ 7.
คำถาม : เงินค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ต้องหักเงินดังกล่าวนำส่งเข้า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่?
คำตอบ : เงินค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ไม่ใช่เงินที่นายจ้างจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ จึงไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงไม่นำมาคำนวณหักเงินนำส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ข้อ 8.
การนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีเพดานขั้นต่ำและขั้นสูงหรือไม่?
คำตอบ : ไม่มีเพดานขั้นต่ำและขั้นสูง ดังนั้น หากลูกจ้างได้รับค่าจ้างในอัตราที่สูงเพียงใดก็ตาม นายจ้างก็ต้องนำเงินค่าจ้างดังกล่าวมาคำนวณเพื่อส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ข้อ 9.
ลูกจ้างลาเพื่อคลอดบุตร 120 วัน นายจ้างจ่ายค่าจ้าง 60 วัน การลาคลอดส่วนที่เกิน 60 วัน นายจ้างต้องส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่?
คำตอบ : เมื่อนายจ้างได้จ่ายเงินค่าจ้างในวันลาเพื่อคลอดบุตร 60 วันแล้ว ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันลาคลอดบุตรส่วนที่เกิน 60 วัน จึงไม่มีเงินค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณหักส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นายจ้างจึงไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ
ข้อ 10.
กรณีลูกจ้างถูกเลิกจ้างเนื่องจากไม่ผ่านทดลองงาน จะสามารถขอรับเงินสะสมและเงินสมทบจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้หรือไม่?
คำตอบ : ลูกจ้างออกจากงานทุกกรณี ได้แก่ ลาออก เกษียณอายุ ถูกเลิกจ้างมีความผิดร้ายแรง/ไม่มีความผิด ไม่ผ่านทดลองงาน สิ้นสุดสัญญาจ้าง สมัครใจออกจากงานตามโครงการ ฯลฯ สามารถยื่นคำขอรับเงินจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ที่นายจ้างส่งเงินฯได้ โดยพนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบพยานหลักฐานถูกต้องแล้ว กรมฯ จะจ่ายเงินสะสม สมทบ และดอกผล ให้กับลูกจ้าง/ผู้มีสิทธิตามกฎหมาย
ข้อ 11.
เงินสะสมสามารถนำไปลดหย่อนภาษีประจำปีได้หรือไม่?
คำตอบ : ขณะนี้ยังไม่สามารถนำเงินสะสมไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ แต่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีหนังสือที่ รง 0505/2449 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2568 เสนอกระทรวงการคลังขอให้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้นำเงินสะสมได้รับการหักลดหย่อนหรือยกเว้นการคำนวณภาษี จึงต้องรอติดตามประกาศต่อไปในอนาคต
ข้อ 12.
หากมีการย้ายงาน สามารถคงเงินสะสมไว้ในกองทุนได้หรือไม่?
คำตอบ : สามารถทำได้
ข้อ 13.
กรณีลูกจ้างออกจากงาน ต้องดำเนินการขอรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอย่างไร?
คำตอบ : ลูกจ้างสามารถยื่นคำขอรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างด้วยตนเองผ่านระบบ EWFUND หรือ EWF ทางเว็บไซต์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานโดยใช้ แบบ สกล.6 การเข้าสู่ระบบสามารถเลือกลงทะเบียนและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน THAID หรือเลือกลงทะเบียนในรูปแบบปกติผ่านระบบ EWFUND หรือ EWF ตามขั้นตอนที่ระบบกำหนด
ข้อ 14.
ลูกจ้างต้องนำส่งเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมาแล้วกี่งวด จึงจะมีสิทธิขอรับเงินเมื่อออกจากงาน?
คำตอบ : พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ได้กำหนดระยะเวลาหรือจำนวนงวดขั้นต่ำที่ลูกจ้างต้องนำส่งเงินสะสมก่อนจึงจะมีสิทธิขอรับเงินจากกองทุน
ดังนั้น เมื่อลูกจ้างออกจากงานทุกกรณี ไม่ว่าจะนำส่งเงินสะสมมาแล้วกี่งวด ก็มีสิทธิยื่นคำขอรับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ข้อ 15.
กรณีลูกจ้างชาวต่างชาติหรือแรงงานต่างด้าวสิ้นสุดการจ้างและต้องเดินทางกลับประเทศ สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นยื่นขอรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแทนได้หรือไม่?
คำตอบ : สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการยื่นขอรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแทนได้ โดยต้องจัดทำหนังสือมอบอำนาจและเอกสารประกอบตามหลักเกณฑ์ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด
ข้อ 16.
หากลาออกจากบริษัทเดิมแล้วไปทำงานกับบริษัทใหม่ สามารถขอรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้หรือไม่?
คำตอบ : สามารถขอรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในส่วนที่เกิดจากการทำงานกับนายจ้างเดิมได้ เนื่องจากการลาออกถือเป็นการสิ้นสุดการจ้าง โดยลูกจ้างสามารถยื่นคำขอรับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล ตามสิทธิที่มี ทั้งนี้ ระยะเวลาในการดำเนินการจ่ายเงินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และขั้นตอนที่กองทุนกำหนด
สำหรับการทำงานกับบริษัทใหม่ หากอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องเข้ากองทุน นายจ้างใหม่มีหน้าที่ดำเนินการให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกและนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบตามกฎหมาย
ข้อ 17.
ลูกจ้างสามารถลาออกจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยยังคงทำงานอยู่ได้หรือไม่?
คำตอบ : โดยทั่วไปไม่สามารถลาออกจากกองทุนได้โดยลำพังในขณะที่ยังมีสถานะเป็นลูกจ้าง หากยังอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องเป็นสมาชิกกองทุน นายจ้างยังคงมีหน้าที่นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบตามกฎหมาย
การสิ้นสุดการเป็นสมาชิกหรือสิทธิที่เกี่ยวข้องกับกองทุนจะเกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการจ้าง หรือกรณีลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามเงื่อนไขที่กฎหมายและหลักเกณฑ์กำหนด
ข้อ 18.
หากลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิไม่มารับเงินที่ได้รับอนุมัติแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?
คำตอบ : กรณีลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนไม่มารับเงินที่ได้รับอนุมัติแล้ว เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ผู้มีสิทธิทราบไม่น้อยกว่าปีละ 2 ครั้ง หากผู้มีสิทธิไม่มารับเงินเป็นเวลานานเกิน 10 ปี เงินดังกล่าวอาจถูกโอนเข้าเป็นรายได้ของกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิยังสามารถยื่นคำขอรับเงินได้ภายหลัง โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด
รายการอ้างอิง
1. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (หมวด 13 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มาตรา 126 – 138)
2. พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567
3. ประกาศและแนวปฏิบัติ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน
บทความนี้มีให้เลือกอ่านในภาษาอื่นด้วยนะครับ 😊
หากเห็นว่าข้อมูลนี้มีประโยชน์ อย่าลืมแชร์ต่อให้เพื่อน ๆ หรือคนที่น่าจะสนใจกันได้เลยครับ!
บทความภาษาญี่ปุ่น https://mandaactg.com/news/thailand-employee-welfare-fund-2026/
บทความภาษาอังกฤษ https://mandaactg.com/en/news/thailand-employee-welfare-fund-2026/
อ่านบทความอื่น ปรับอัตราเงินสมทบประกันสังคมในประเทศไทย (ปีพ.ศ.2569 เป็นต้นไป)
บัญชีและเอกสารเสียหายจากภัยพิบัติ ต้องทำอย่างไร? แนวทางสำหรับผู้ประกอบการ
M&A Accounting and Tax เราคือ สำนักงานบัญชีคุณภาพ ที่ดูแลครบวงจรทั้งวางแผนภาษี รับทำบัญชี รับทำเงินเดือน จัดการบัญชีและภาษี เปลี่ยนทุกความซับซ้อนให้เป็นระบบ เพื่อให้คุณโฟกัสการเติบโตของธุรกิจได้อย่างไร้กังวล ให้เราเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเริ่มต้นอย่างมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน
ติดต่อเราได้ที่ 02-632-2580-2 หรือทางเว็บไซต์ mandaactg.com
